ข่าวประชาสัมพันธ์ราชการ

กรมส่งเสริมสหกรณ์ใช้กลไกประชารัฐดันสหกรณ์ส่งออกสินค้าประมงและปศุสัตว์ เน้นกลุ่มประเทศภูมิภาค CLMV และจีน ผลักดันสหกรณ์ร่วมมือกับเอกชน

          กรมส่งเสริมสหกรณ์สนองนโยบายรัฐบาล ใช้กลไกประชารัฐสร้างความร่วมมือระหว่างสหกรณ์กับภาคเอกชน ส่งออกสินค้าอาหารทะเลและโคเนื้อสู่ผู้บริโภคประเทศในภูมิภาค CLMV และจีน พร้อมเปิดตัวตราสินค้ากลางของเครือข่ายสหกรณ์ประมงและโคเนื้อ ภายใต้แบรนด์ Fish Coop และ E-coop Beef หวังเพิ่ม ขีดความสามารถและยกระดับการดำเนินธุรกิจส่งออกสินค้าไปต่างประเทศของสหกรณ์
          นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวภายหลังการเป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมมือการขับเคลื่อนการส่งออกสินค้าประมงและปศุสัตว์สหกรณ์ว่าด้วยกลไกประชารัฐ ว่าตามที่รัฐบาลมีนโยบายขับเคลื่อนประเทศด้วยกลไกประชารัฐ ซึ่งเป็นการรวมความร่วมมืออระหว่างภาครัฐ เอกชน และภาคประชาสังคม ในการสนับสนุนเศรษฐกิจฐานรากให้เจริญเติบโตอย่างเข้มแข็ง ขณะเดียวกัน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ตระหนักเห็นถึงความสำคัญของการบริหารสินค้าการเกษตรตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ โดยใช้หลักการตลาดนำการผลิต กรมส่งเสริมสหกรณ์จึงได้นำนโยบายประชารัฐมาเป็นแนวทางในการสร้างความร่วมมือระหว่างสหกรณ์กับภาคเอกชน ผลักดันให้ชุมนุมสหกรณ์ประมงแห่งประเทศไทย จำกัดและชุมนุมสหกรณ์เครือข่ายโคเนื้อภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำกัด เป็นแกนหลักในการส่งออกสินค้าประมงและปศุสัตว์สู่ตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะภูมิภาค CLMV และจีน
          ทั้งนี้ สินค้าประมง เช่น ปลานิล ปลกระพง กุ้งก้ามกราม เป็นสินค้าที่มีการส่งออกที่สำคัญมีมูลค่าการส่งออกไม่น้อยกว่าปีละ 50,000 ล้านบาท และมีแนวโน้มที่จะส่งออกเพิ่มขึ้น ปัจจุบันมีสหกรณ์ประมงที่ดำเนินธุรกิจ 69 แห่ง สมาชิก 17,989 ราย มีสหกรณ์ที่สามารถส่งออกสินค้าประมงไปต่างประเทศ 3 แห่ง ได้แก่ สหกรณ์ผู้เลี้ยงกุ้งลุ่มน้ำ ท่าทอง จำกัด จังหวัดสุราษฎร์ธานี ส่งออกกุ้งขาวแวนาไม ไปประเทศจีน ในปีที่ผ่านมา จำนวน 500 ตัน มูลค่า 150 ล้านบาท สหกรณ์ผู้เลี้ยงกุ้งตราดยั่งยืน จำกัด จังหวัดตราด ส่งออกกุ้งกุลาดำ ไปประเทศจีน จำนวน 6 ตัน มูลค่า 2.16 ล้านบาท และสหกรณ์สหกรณ์นิคมบ้านสร้างพัฒนา จำกัด จังหวัดปราจีนบุรี ส่งออกปลาคัง ไปประเทศมาเลเซีย จำนวน 8 ตัน มูลค่า 0.84 ล้านบาท และส่งออกปลานิลไปประเทศตะวันออกกลาง จำนวน 15 ตัน มูลค่า 0.5 ล้านบาท
          ส่วนสินค้าปศุสัตว์ พบว่าปัจจุบัน โคเนื้อเป็นอุตสาหกรรมเกษตรขนาดใหญ่ในประเทศ แต่ละปีมีการส่งออกโคเนื้อประมาณ 150,000 ตัว มีเงินทุนหมุนเวียนกว่า 60,000-70,000 ล้านบาท ซึ่งสหกรณ์ที่ทำธุรกิจส่งออกโคเนื้อ ได้แก่ สหกรณ์การเกษตรหนองสูง จำกัด จังหวัดมุกดาหาร ตลาดหลักคือ จีน และเวียดนาม และในปีที่ผ่านมาได้มีทดลองตลาดโดยการส่งเนื้อแช่แข็งไปที่ร้านอาหารในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว จำนวน 3.6 ตัน มูลค่า 1.1 ล้านบาท
          การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเพื่อขับเคลื่อนการส่งออกสินค้าประมงและปศุสัตว์ของสหกรณ์ ด้วยกลไกประชารัฐ ซึ่งการส่งออกสินค้าประมง เป็นการลงนามความร่วมมือระหว่างชุมนุมสหกรณ์ประมงแห่ง ประเทศไทย จำกัด กับตัวแทนบริษัทผู้ส่งออก ได้แก่ บริษัท พี.เค.เนเชอรัล ฟิช ฟาร์ม จำกัด , ห้องเย็นเกษตรสมบูรณ์ , บริษัท ศิริคุณ ซีฟู๊ดส์ จำกัด และ บริษัท เอกชัย อินเตอร์ฟูดส์ จำกัด ส่วนสินค้าโคเนื้อ เป็นการลงนามความร่วมมือระหว่างชุมนุมสหกรณ์เครือข่ายโคเนื้อภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำกัด กับสมาคมส่งเสริมการผลิตและส่งออกสินค้ากสิกรรม แขวงสะวันเขต สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว พร้อมทั้งได้เปิดตัวตราสินค้ากลางของเครือข่ายสหกรณ์ประมงและโคเนื้อ ภายใต้แบรนด์ Fish Coop และ E-coop Beef หวังเพิ่มขีดความสามารถและยกระดับการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์ให้มีความพร้อมและสามารถส่งออกสินค้าไปยังตลาดต่างประเทศได้
          "กรมส่งเสริมสหกรณ์พร้อมจะสนับสนุนและเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับขั้นตอนกระบวนการส่งออกสินค้าไปยังต่างประเทศให้กับสหกรณ์ พร้อมทั้งแสงหาความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการเข้ามาช่วยผลักดันและขยายโอกาสในการส่งออกสินค้าประมงและปศุสัตว์ให้กับสหกรณ์ต่าง ๆ ส่วนชุมนุมสหกรณ์ประมงแห่งประเทศไทย จำกัด และชุมนุมสหกรณ์เครือข่ายโคเนื้อภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำกัด มีหน้าที่ให้การสนับสนุน และบริหารจัดการผลิตและการแปรรูปของสมาชิกสหกรณ์ให้มีความสอดคล้องกับความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ ขณะที่บริษัทฯผู้ส่งออกและสมาคมส่งเสริมการผลิตและส่งออกสินค้ากสิกรรม แขวงสะหวัดเขต สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว มีหน้าที่ให้การสนับสนุนความรู้และเทคโนโลยีการจัดการผลผลิต การแปรรูป ข้อมูลทางการตลาด และส่งเสริมช่องทางการจำหน่าย ซึ่งเป็นความร่วมมือตามกลไกประชารัฐที่จะช่วยเสริมสร้างธุรกิจการส่งออกสินค้าของสหกรณ์ให้มีความเข้มแข็ง ส่งผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจระดับฐานรากและสร้างรายได้ที่มั่นคงให้แก่เกษตรกรต่อไป" อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าว